ชำระล้างกิเลสออกจากใจเรา :: หลวงพ่อปราโมทย์ 17 ก.พ. 2562 (ไฟล์ 620217 ซ...

วิธีปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้แล้ว จะไปเป็นมนุษย์ที่ดี เป็นเทวดา ไปเป็นพรหม หรืออยากจะบรรลุมรรคผล ถึงพระนิพพาน ท่านก็บอกไว้ให้ สารพัดที่จะบอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราจะต้องเรียน ไม่ใช่แค่การนั่งสวดมนต์ แล้วก็ปฏิญาณ ว่าอันโน้นคนอื่นเป็น เราจะไม่เป็น แค่นั้นไม่พอ รับรองเลยว่ากิเลสเราจะยิ่งมากกว่าเก่าอีก กูเก่งกว่าคนอื่น เพราะอย่างนั้น เราต้องรู้วิธีที่จะปฏิบัติ เพื่อชำระล้างกิเลสออกจากใจของเรา การจะทำลายกิเลสออกจากใจได้ เครื่องมือที่สำคัญมีสองตัว ตัวที่หนึ่ง คือ สัมมาสติ ตัวที่สอง คือ สัมมาสมาธิ สติเป็นตัวรู้ทัน ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ สมาธิเป็นความตั้งมั่นของจิต ซึ่งเป็นคนรู้รูปรู้นาม ฉะนั้นเลยต้องเครื่องมือสองตัว ถ้าสองตัวนี้ย่อลงมารวมกัน จะเป็นประโยคที่หลวงพ่อสอนอยู่เรื่อย ๆ ว่าให้พวกเรามีสติรู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและปานกลาง “ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” คือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิไม่ใช่สงบ สงบตื้นไป สัมมาสมาธิแปลว่าความตั้งมั่น ถ้าพูดเป็นภาษาไทยให้พวกเรารู้เรื่องง่าย ๆ ที่สุด มันตรงกับสภาวะที่จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว รู้จักไหม จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว รู้โดยวาทะ ปฏิบัติจริงยาก เพราะวันหนึ่ง ๆ มีแต่เรื่องลืมเนื้อลืมตัว ที่จะรู้เนื้อรู้ตัวนั้น นับตัวได้ ฉะนั้นไม่แปลกอะไร เราขาดเครื่องมือที่สำคัญ คือ สมาธิที่ถูกต้อง และ สติที่ถูกต้อง ถ้าเรามีสมาธิถูกต้อง มีสติถูกต้อง แล้วขยัน มีสัมมาวายามะ มีความเพียรที่ถูกต้อง เราก็จะได้ปัญญาในขั้นโลกุตระ ได้สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตระขึ้นมา ก็จะพ้นทุกข์ได้ ไม่มีการที่จะพ้นทุกข์ด้วยวิธีอื่นเลย นอกจากการสร้างสัมมาทิฏฐิขึ้นมาในใจเรา เมื่อไรมีความรู้ถูก มีความเข้าใจถูก เมื่อนั้นจิตจะปล่อยวางจางคลาย ไม่ยึดถือในรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย เพราะเห็นตามความเป็นจริง จิตจะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น เราจะรู้ด้วยตัวเองว่าจิตมันหลุดพ้นแล้ว

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

มุนีผู้สงบระงับ#อารมณ์พระอรหันต์#จิตเกิดมรรคผล#อนุปาทาปรินิพพาน

เ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ#เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔#พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะ#เราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา นี่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์นะ ดังนั้นเราภาวนานะ เนี่ยจาก ฮ นกฮูก ไปหา ก ไก่ จาก ก ไก่ กลับมา ฮ นกฮูกล่ะจริญสติเพื่อความสิ้นแห่งทุกข์